2006/Jan/22

AVERAGE : ใช้หาค่าเฉลี่ยของกลุ่มข้อมูลที่เป็นตัวเลข
COUNT : ใช้ในการนับจำนวนที่ระบุ
DATE :ช่วยกรอกข้อมูลที่เป็นวันที่และสามารถนำไปคำนวณระยะเวลา
IF : ใช้ทดสอบเงื่อนไข
LARGE : หาค่าตัวเลขสูงสุดในกลุ่มของข้อมูล โดยระบุช่วงที่ต้องการ
MAX : หาค่าที่สูงสุดในกลุ่มของตัวเลข
MIN : หาค่าที่ต่ำสุดในกลุ่มของตัวเลข
ROUND : ปัดเศษจุดทศนิยมตามหลักคณิตศาสตร์
SUM : หาค่าผลรวมของตัวเลข
VLOOKUP : ช่วยค้นหาและแสดงข้อมูลจากตารางที่กำหนด

DATE : ช่วยเก็บข้อมูลวันที่ และจะเปลี่ยนให้เป็นเลขจำนวนหนึ่งเพื่อนำไปใช้คำนวณหาระยะเวลา
DATEVALUE : เปลี่ยนข้อมูล เดือน วันที่ ปี ที่เขียนเป็นตัวอักษรให้เป็นเลขจำนวนหนึ่งเพื่อนำไปใช้คำนวณหาระยะเวลา
DAYS 365 : คำนวณระยะเวลาเป็นจำนวนวน โดยถือตามหลักของปีทางธรุกิจคือ 1 ปี มี 365 วัน
NOW : ให้ผลเป็นวันที่และเวลาที่มีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยรวมกันออกมาเป็นเลขจำนวนหนึ่ง
TIME : ให้ผลเป็นตัวเลขจำนวนหนึ่งจากข้อมูลชั่วโมง นาที และวินาที ที่กำหนดให้
TIME VALUE : ให้ผลเป็นตัวเลจที่จำนวนหนึ่งจากข้อมูลชั่วโมง นาที และวินาที ซึ่งเขียนในเชิงตัวอักษร
TODAY : ให้วันที่เป็นตัวเลขจำนวนหนึ่ง ตามที่ได้มาจากเครื่องคอมพิวเตอร์

DAY : แยกข้อมูลส่วนที่เป็นวันที่ออกมาจากข้อมูล วันที่, เดือน, ปี
HOUR : บอกเวลาเฉพาะส่วนที่เป็นชั่วโมง
MINUTE : บอกเวลาเฉพาะส่วนที่เป็นนาที
MONTH : แยกข้อมูลส่วนที่เป็นวันที่ออกมาจากข้อมูล วันที่, เดือน, ปี ผลออกมาจะได้ตัวเลขที่นำไปคำนวณได้ด้วย
SECOND : แยกข้อมูลส่วนที่เป็นวินาทีออกมา จากเวลาที่กำหนด
WEEKDAY : ให้ผลลัพธ์ว่าเป็นวันอะไร จากข้อมูลวันที่ เดือน ปี
YEAR : ให้ผลลัพธ์ว่าตรงกับปี ค.ศ. อะไร จากข้อมูลวันที่ เดือน ปี หรือตัวเลขจำนวนหนึ่ง

ABS : หาค่าสัมบูรณ์ของตัวเลข (Absolute Value) ตัวเลขที่ไม่มีการติดลบ
SCOS : หาค่า Arc Cosine คือ ส่วนกลับของค่า Cosine ตามหลักของตรีโกณมิติ
ACOSH : หาค่าส่วนกลับของ Hyperbolic Cosine
ASIN :หาค่า Arc Sine
ASINH : หาค่าส่วนกลับของ Hyperbolic Sine
ATAN : หาค่า Arc Tangent
ATAN2 : หาค่าความลาดเอียง (Slope) ของเส้นตรงที่ลากมาจากจุดพิกัด (แบบ รูป กราฟ) มายังจุดกำเนิด (Origin) คือ จุดตัดเส้นแกน X,Y
ATANH : หาค่าส่วนกลับของ Hyperbolic Tangent
BASE : แปลงหาค่าตัวเลขฐานสิบให้เป็นฐานอื่นที่ต้องการ
CEILING : ปัดค่าให้เป็นเลขจำนวนเต็ม ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับเลขที่กำหนดให้มากที่สุด โดยปัดค่าตัวเลขเป็นบวกขึ้น และปัดลงหากเป็นลบ
COMBIN : คำนวณหาจำนวนวิธีการจัดกลุ่ม (Combination) ตามหลักคณิตศาสตร์
COS : หาค่า Cosine ตามหลักของตรีโกณมิติ
COSH : หาค่า Hyperbolic Cosine
EVEN : ปัดค่าให้เป็นเลขจำนวนเต็มรูปแบบเลขคู่ ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับเลขที่กำหนดให้มากที่สุด โดยปัดขึ้นสำหรับค่าบวดและปัดลงสำหรับค่าลบ
EXP : หาค่า Exponential
FACT : หาค่า Factorial
FACTDOUBLE : หาค่า Factorial แต่เป็นการลดค่าของตัวคูณลงทีละ 2
FLOOR : ปัดค่าให้เป็นเลขจำนวนเต็มรูป ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับเลขที่กำหนดให้มากที่สุด โดยปัดขึ้นสำหรับค่าลบและปัดลงสำหรับค่าบวก
GCD : หาค่าตัวคูณร่วมน้อย (ค.ร.น.) ของกลุ่มเลขจำนวนหนึ่ง
INT : ปัดเศษทศนิยมทิ้งเหลือไว้แต่เลขหน้าจุดทศนิยมเท่านั้น
LCM : หาค่าตัวคูณร่วมมาก (ค.ร.ม.) ของกลุ่มเลขจำนวนหนึ่ง
LN : หาค่าของ Natural Logarithm จากตัวเลขที่กำหนดให้
LOG : หาค่า Logarithm ของตัวเลขจากฐาน (Base) ที่กำหนดให้
LOG10 : หาค่า Logarithm ของตัวเลขจากฐาน 10
MDETERM : หาค่า Determinant ของ Matrix ซึ่งมีจำนวนแถวและจำนวนคอลัมน์เท่ากัน (Square Matrix)
MNVERSE : หาค่า Inverse ของ Matrix ซึ่งมีจำนวนแถวและจำนวนคอลัมน์เท่ากัน
MMULT : หาผลคูณของ Matrix สองชุด
MOD : หาค่า Modulo คือ เศษที่ได้จากการหารของตัวเลขสองจำนวน และจะให้เครื่องหมายเดียวกันของตัวหาร
MULTINOMIAL : หาอัตราส่วนระหว่าง ผลบวก Factorial กับผลคูณ Factorial ของ จำนวนหนึ่งที่กำหนดให้
ODD : ปัดค่าให้เป็นเลขจำนวนเต็มแบบเลขคี่ ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับเลขที่กำหนดให้มากที่สุด โดยปัดขึ้นสำหรับค่าบวกและปัดลงสำหรับค่าลบ
PI : ให้ค่าคงที่ของ P1 คือ 3.141592 (โดยประมาณ)
PRODUCT : หาผลคูณของตัวเลขจำนวนหนึ่งที่กำหนดให้
QUOTIENT : หาค่าที่ได้จากการหารของตัวเลขสองจำนวน โดยปัดเศษทิ้งทั้งหมด
RAND : ให้ค่าตัวเลขแบบสุ่ม ๆ ซึ่งจะมีค่าระหว่าง 0-0.9999
RANDBETWEEN : ให้ค่าตัวเลขแบบสุ่ม ๆ โดยสามารถกำหนดช่องของตัวเลขที่ต้องการ
ROUND : ปัดเศษทศนิยมให้มีจำนวนหลักเท่าที่ต้องการ โดยพิจารณาตามหลังคณิตศาสตร์ ถ้าเกิน 5 ปัดขึ้น ต่ำกว่า 5 ปัดทิ้ง
SERIESSUM : หาค่าผลรวมของเลขอนุกรมชุดหนึ่ง
SIGN : แทนความหมายของค่าตัวเลขที่กำหนดให้ด้วย 1 หรือ 0 ดังนี้*ถ้าตัวเลขที่กำหนดให้มีค่าเป็นบวก จะได้เลข 1*ถ้าตัวเลขที่กำหนดให้มีค่าเป็นศูนย์ จะได้เลข 0*ถ้าตัวเลขที่กำหนดให้มีค่าติดลบ จะได้เลข 1
SIN : หาค่า Sine ตามหลักของตรีโกณมิติ
SINH : หาค่า Hyperbolic Sine
SQRT : หาค่ารากที่สองของตัวเลขที่กำหนดให้
SUM : หาค่าผลรวมของตัวเลขจำนวนหนึ่ง
SUMPRODUCT : หาค่าผลรวมระหว่างผลคูณของตัวเลขหลายกลุ่ม
SUMSQ : หาค่าผลรวมของตัวเลขยกกำลัง
SUMX2MY2 : หาค่าผลรวมของตัวเลขยกกำลังสอง 2 จำนวนลบกัน
SUMX2PY2 : หาค่าผลรวมของตัวเลขยกกำลังสอง 2 จำนวนบวกกัน
SUMXMY2 : หาค่าผลรวมของผลต่างยกกำลังสอง 2 จำนวน
TAN : หาค่า Tangent ตามหลักตรีโกณมิติ
TANH : หาค่า Hyperbolic Tangent
TRUNC : ปัดเศษทศนิยมให้มีจำนวนหลักเท่าที่ต้องการ โดยไม่มีการพิจารณาใด ๆ

2006/Jan/22

เนื่องจากทางไมโครซอฟต์ได้ผลิตระบบปฎิบัติการมาหลายๆรุ่น แต่ละรุ่นแม้จะใช้นักวิจัยและโปรแกรมเมอร์มากมายและเก่งกาจเพียงใด ระบบปฏิบัตการ (Operation System) นั้นๆก็ยังมีช่องว่าง (Bugs) ให้แฮกเกอร์ค้นหาได้เสมอ เข้าทำนองความผิดของผู้อื่นเท่าภูเขา ความผิดของเราเท่าเส้นผม หรือจะเป็นเพราะทางไมโครซอฟต์รีบร้อนในการผลิตเพื่อป้อนสู่ตลาด จนทำให้เกิดความผิดพลาดในโปรแกรม เมื่อผู้ใช้ใช้ไปซักพัก จึงจะเกิดปัญหาเหล่านี้ เข้าทำนองช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิด ปิดยังไงก็ยังมีกลิ่นเหม็น

หนึ่งในระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ๆที่ออกมาใช้ คือ Windows XP Professional ก็มีรายงานว่าเมื่อนำไปใช้ร่วมกับโปรแกรมอื่นๆ ก็เกิดความผิดพลาดเกิดขึ้นในหลายๆด้านได้เช่นกัน ซึ่งปัญหาที่หลายๆคนประสบอยู่ในขณะนี้คือปัญหา "NTLDR Missing" และเครื่องขอร้องให้ผู้ใช้กดปุ่มรีสตาร์ทเครื่องใหม่ (Please Press Ctrl+Alt+Del To Restart)

ปัญหานี้เท่าที่ค้นหาจากกระทู้ทาง Internet ทราบว่าเป็นกันทั่วโลก ไม่ได้เป็นเพราะที่กฤษฎีการใช้ระบบ KSDK Office อย่างเดียว ซึ่งเกิดจากการชนกันของไฟล์ที่ใช้ในการทำงานร่วมกันของโปรแกรม ตลอดจนการแทนที่ของไฟล์เหล่านั้น ทำให้ไฟล์ที่ชื่อ "NTLDR" ที่เป็นไฟล์ที่ใช้ในการริเริ่มระบบปฏิบัติการของ Windows XP หายไป จนไม่สามารถเริ่ม (Boot) ระบบปฏิบัติการ XP ได้

ซึ่งหากได้ศึกษาวิธีการแก้ไขที่ถูกต้องแล้ว จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยตัวของท่านเอง ก็จะทำให้เกิดความสะดวกในการทำงานมากยิ่งขึ้น และจะก่อให้เกิดความมั่นใจในการแก้ปัญหาอื่นๆ เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเสียหายเล็กๆน้อยๆได้

และต่อไปจะกล่าวถึงวิธีการสร้างแผ่น Boot และการซ่อมแซมไฟล์ที่หายไป เพื่อท่านผู้อ่านจะได้นำไปแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้


การเตรียมแผ่นบู๊ตสำหรับ Window XP
(How To Create a Set of Emergency Floppies)

1. ก่อนอื่นให้ไปดาวน์โหลดไฟล์ที่ใช้ทำแผ่นบู๊ต 6 แผ่น จาก Link ข้างล่างนี่ก่อน

http://www.microsoft.com/downloads/details.aspx?displaylang=en&FamilyID=55820EDB-5039-4955-BCB7-4FED408EA73F

รายละเอียดของไฟล์มีดังนี้
File Name: WinXP_EN_PRO_BF.EXE
Download Size: 4287 KB
Date Published: 10/24/2001
Version: 310994

2. ในหน้านี้ทางขวาของหน้าจอ เราจะพบคำว่า Windows XP Professional Utility: Setup Disks for Floppy Boot Install English ให้กดที่ Download

3. ดาวน์โหลดมาแล้วจัดการคลายลงแผ่น Disk ทั้ง 6 แผ่น และให้ทำเครื่องหมายว่าเป็นแผ่นที่เท่าใดไว้ด้วย

4. ให้หาไฟล์ที่ชื่อ boot.ini , ntldr และ ntdetect.com มา Copy ใส่ไว้ใน Disk โดยหาได้จาก Drive C: หรือใน C:\WINDOWS ของ Window XP ทุกเครื่อง หรือถ้าไม่มีให้มาขอ Copy ได้จากเจ้าหน้าที่ศูนย์สารสนเทศได้ทุกท่าน

5. มีข้อสังเกตสำหรับเครื่องที่มีการแบ่ง Partition ตั้งแต่สองส่วนขึ้นไป คือต้องเปลี่ยนหมายเลข (1) ที่อยู่หน้าคำว่า Partition ทั้งสองบรรทัดใน boot.ini ให้เป็นไปตามจำนวน Partitions ของเครื่องนั้นๆ เช่นถ้าเป็นเครื่อง XP ยี่ห้อจะเป็น (2) partition แต่ถ้าเป็นเครื่อง IBM สีดำจะมี Partition เดียว (ใช้ (1) Partition)


การซ่อมแซมไฟล์บู๊ตที่หายไป
(How to Repair the Boot Sector)

1. เมื่อเครื่องมีปัญหา ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ขึ้นคำว่า "NTLDR Missing, Please press ctrl+alt+del to restart computer" ให้ใส่ Disk แผ่นที่ 1 พร้อมกดปุ่ม ctrl+alt+del หลังจากนั้นเครื่องจะให้ใส่แผ่นที่เหลือจนครบทั้ง 6 แผ่น และให้ใส่แผ่นที่ 6 ค้างไว้ก่อน

2. เมื่อหน้าจอขึ้นคำว่า "Windows XP Professional Setup" ให้หาคำว่า To repair a Windows XP installation using Recovery Console, press R. ก็ให้กดที่ตัวอักษร R

3. เมื่อหน้าจอขึ้นคำว่า Microsoft Windows XP (TM) Recovery Console..........Which windows installation would you like log on to ให้กดที่ Num Lock จนติดไฟ แล้วกดหมายเลข 1 แล้วกด Enter

4. ถ้าเครื่องให้ Type the Administrater password: ให้กด Enter

5. ที่ c:\windows> ให้พิมพ์คำว่า cd เว้นวรรคหนึ่งตัวอักษร แล้วพิมพ์จุดสองจุด จากนั้นให้กด Enter

6. นำแผ่นบู๊ตแผ่นที่ 6 ออก แล้วให้ใส่แผ่นdiskอีกแผ่นที่มีไฟล์ boot.ini , ntldr และ ntdetec.com ตามที่เคยกล่าวไว้แล้วในข้อ 4 ของขั้นตอนการเตรียมแผ่นบู๊ต

7. ที่ c:\> ให้พิมพ์คำว่า copy a:boot.ini แล้วกด Enter

8. หลังจากที่ไฟล์ boot.ini ได้บันทึกลงที่ไดรฟ์ C: ของเครื่องแล้ว ที่ c:\> ให้พิมพ์คำว่า copy a:ntldri แล้วกด Enter

9. หลังจากที่ไฟล์ ntldr ได้บันทึกลงที่ไดรฟ์ C: ของเครื่องแล้ว ที่ c:\> ให้พิมพ์คำว่า copy a:ntdetect.com แล้วกด Enter

10. หลังจากที่ไฟล์ ntdetect.com ได้บันทึกลงที่ไดรฟ์ C: ของเครื่องแล้ว ที่ c:\> ให้พิมพ์คำว่า exit จากนั้นให้นำแผ่น Disk ออกจากเครื่อง แล้วกด Enter

11. หากท่านได้ทำตามคำแนะนำตั้งแต่ต้นจนจบ เครื่อง XP จะบู๊ตได้ตามปกติ

2006/Jan/22

หมดปัญญาซ่อมเองทำอย่างไร ? ปัญหาหรืออาการเสียหลายอย่างจำเป็นจะต้องใช้ทักษะในการตรวจซ่อมสูง ซึ่งต้องอาศัยช่างที่มีความเชี่ยวชาญหรือชำนาญเป็นพิเศษ แต่ถ้าคุณไม่มีก็อย่าเสี่ยงซ่อมเอง เพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้น ทางที่ดีส่งซ่อมดีกว่า เช่น งานบัดกรีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิค เปลี่ยนแผ่นวงจรบนฮาร์ดดิสก์ ซ่อมเมนบอร์ด หลดภาพของจอมอนิเตอร์เสื่อม เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้แนะนำให้ส่งซ่อมดีกว่า หรือถ้าอุปกรณ์ ยังอยู่ในประกันก็ส่งเคลมดีที่สุด